Dark Tranquillity
จำหน่าย:2010-03-09
TRACKLISTING : |
ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นกับซาวน์ดดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ยืนหนัดมาตลอด 17 ปี ไม่แพ้เพื่อนร่วมเมืองอย่าง In Flames พวกเขายังคงเป็นที่ยอมรับอย่างสูง สำหรับแฟนเพลงสายเมโลดิกเดธ ปัจจุบันพวกเขาถือเป็นวงระดับต้นแบบอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมางานแทบทุกอัลบัม ไม่เคยนอกลู่นอกทางสักอัลบัมหนึ่ง และนี่คืองานใหม่ล่าสุดที่จะพาแฟนเพลงสู่อาณาจักรของเมโลดิกเดธเมตัลของแท้ ที่กาลเวลาไม่อาจขวางกั้น
จำหน่าย:2008-06-12
TRACKLISTING : 01. The New Build Review : |
จำหน่าย:2007-04-24
TRACKLISTING :
1. Nothing to No One
2. The Lesser Faith
3. Terminus (Where Death is Most Alive)
4. Blind at Heart
5. Icipher
6. Inside the Particle Storm
7. Empty Me
8. Misery’s Crown
9. Focus Shift
10. The Mundane and the Magic
- Dark Tranquillity (ดาร์ก ทรานไคลลิตีย์) วงเมโลดิกเดธเมตัลจากเมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน เป็นวงที่เป็นเหมือนแม่พิมพ์ให้กับวงเมโลดิกเดธรุ่นหลัง และซาวน์ดดนตรีของพวกเขาถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เรียกว่า “โกเธนเบิร์กซาวน์ด” สมาชิกในอัลบัมนี้ประกอบด้วย Mikael Stanne (ร้องนำ), Martin Henriksson (กีตาร์), Niklas Sundin (กีตาร์), Michael Nicklasson (เบส), Andres Jivarp (กลอง) และ Martin Brandstrom (คีย์บอร์ด)
- ถือเป็นวงที่แฟนเพลงให้ความสนใจทุกครั้งที่มีการออกอัลบัมใหม่ ยิ่งเพื่อนร่วมเมืองอย่าง In Flames หันหน้าเข้าหาตลาดมากขึ้น ทำให้ความน่าเชื่อถือและศรัทธาในดนตรีเมโลดิกเดธแบบดั่งเดิมเสื่อมความนิยมลง ยิ่งทำให้พวกเขาต้องพัฒนาดนตรี พร้อมกับพัฒนามุมมองของดนตรีสายนี้ให้คงอยู่ต่อไป แม้หลังๆมาปกอัลบัมหรือโลโกวงอาจจะผิดแปลกไปกว่ายุคต้นๆของวงมาก นั่นก็ไม่ได้ทำให้เพลงของพวกเขาลดพลังลงจนชวนบ่ายหน้า
- Nothing to No One, Terminus (Where Death is Most Alive), Blind at Heart และ Focus Shift คือเมโลดิกเดธชั้นเลิศ ดนตรีเดธเมตัลเจือเมโลดี้, เสียงร้องแหบแบบซากศพ บรรยากาศอันหนาวเหน็บ หรือจะเป็นพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ คือลายเซ็นของพวกเขา
Review :
ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ยอดวงเมโลดิกเดธ Dark Tranquillity อยู่ในวงการ พวกเขาไม่เคยประสบปัญหาการตีบตันทางความคิดเลย ยังคงสร้างสรรค์ผลงานได้ระดับมาตรฐานมาโดยตลอด และแทบไม่เคยทำงานที่น่าผิดหวังออกมาเลยสักชุด ไม่เหมือนวงเพื่อนร่วมชาติอย่าง In Flames และ The Haunted แต่ก็แปลกเหมือนกันที่ดูเหมือนชื่อเสียงของวงจะได้รับความนิยมน้อยกว่าทั้ง 2 วงดังกล่าว ซึ่งหากจะถามว่างานชุดไหนของ DT ที่ดีที่สุด แฟนเพลงส่วนใหญ่คงยกให้ The Gallery เมื่อปี1995 แต่ทว่าบัดนี้ ด้วย Fiction งานชุดใหม่ของวงอาจจะทำให้ใครหลายคนต้องคิดใหม่
อินโทรด้วยเบสใน Nothing to No One กระตุ้นอารมณ์อยากฟังได้ตั้งแต่ต้น พอเข้าตัวเพลงจริงๆก็เป็นเพลงจังหวะเร็วและกระชับ ซึ่งน่าจะเป็นเพลงเปิดอัลบัมที่มีเทมโปไวที่สุดของวงในรอบหลายๆปีและเป็นเพลงเปิดที่ดีที่สุดเพลงหนึ่งของวงเลยก็ว่าได้ ท่อนที่ใส่ไลน์คีย์บอร์ดใสๆแทรกเข้านั้นก็ทำได้อย่างสวยงาม The Lesser Faith เจือซาวน์ดสังเคราะห์ตลอดเพลง ถึงจะฟังร่วมสมัยแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำลายความเป็นเมโลดิกเดธลงไปแต่อย่างใด มีการเปลี่ยนมูฟเมนต์ให้อ้อยสร้อยตอนกลางเพลง แถมโชว์ไลน์เปียโนของมาร์ติน แบรนด์สตรอมด้วย ก่อนจะตามมาด้วยกำแพงกีตาร์ที่หนาปึก มิกาเอล สเตนร้องเสียงแหบกร้าวทำให้ฟังดุกว่าอัลบัมก่อนๆ Terminus (Where Death is Most Alive) ยังคงมีคีย์บอร์ดดำเนินเรื่อง แอนเดอร์ส จิวาร์ป เฆี่ยนกลองด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ส่วนภาคเบสนั้นก็คอยสมทบให้ตัวเพลงแน่นหนาขึ้นไปอีก ที่เซอร์ไพรส์ก็คือ มิกาเอล สเตนใช้เสียงที่แหบต่ำแบบเดธทำให้ฟังโหดเหี้ยมด้วย (ครั้งสุดท้ายที่เขาร้องสไตล์นี้รู้สึกจะเป็นอัลบัม Heaven ในปี2000) เช่นเดียวกับ Blind at Heart ซึ่งต่อเนื่องความมันด้วยเทมโปเร็วจัด จนน่าแปลกใจว่าทำไมชุดนี้ถึงดุเดือดจัง ท่อนโซโลจี๊ดจ๊าดถึงใจ ก่อนที่จะผ่อนลงมานิดๆกับ Icipher และ Inside the Particle Storm ที่ท่วงทำนองไม่เร็วมากนัก ส่วน Empty Me ทีเด็ดอยู่ที่ลูกกระเดื่องที่อัดยับ พร้อมด้วยเสียงร้องแหบต่ำ มีโชว์โซโลคีย์บอร์ดด้วย ไลน์กีตาร์ของทั้งมาร์ติน เฮนริกส์สัน และนิคลาส ซุนดินแฝงเมโลดีสวยๆไว้ตลอด จากนั้นตามด้วย Misery’s Crown ที่ขายบรรยากาศมากหน่อย ท่อนฮุกฟังติดหู มิกาเอลได้แสดงศักยภาพด้วยการร้องหลายระดับเสียง ทั้งเสียงคลีนและแหบต่ำ ส่วนกีตาร์กับซาวน์ดสังเคราะห์ยังทำหน้าที่ของตนได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง ขณะที่ Focus Shift ก็มีดีที่จังหวะกระแทกกระทั้น ฟังคึกคัก เครื่องดนตรีทุกชิ้นโดดเด่นเท่าๆกัน เพลงส่งท้ายอย่าง The Mundane and the Magic ได้นักร้องหญิงเสียงหวานมาร้องเปลี่ยนบรรยากาศ ทำให้เพลงน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
50 กว่านาทีในอัลบัม Fiction นี้เป็นเมโลดิกเดธที่เข้มข้น ฟังไม่ซ้ำซากหรือน่าเบื่อหน่ายแต่ประการใด ซาวน์ดโดยรวมฟังทันสมัย อันเนื่องมาจากเสียงสังเคราะห์ที่มีทบบาทอย่างมากนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้ทำให้เมโลดิกเดธของวงต้องกลายเป็นเมตัลคอร์แต่อย่างใด สิ่งนี้เองที่ต้องยกนิ้วให้กับทางวง เพราะว่าพวกเขาสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนแนวเพลงไป เอาเป็นว่า The Gallery ดีอย่างไร Fiction ก็ดีอย่างนั้น ทว่าอย่าเข้าใจผิดคิดว่าซาวน์ดของทั้ง 2 ชุดนี้เหมือนกันนะครับ เพราะเป็นงานที่อยู่คนละยุคคนละสมัยกันแต่ความดีงามเหมือนกัน ซึ่งอันที่จริงการนำเอางาน 2 ชุดนี้มาเปรียบเทียบกันก็ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าใดนัก หากแต่ว่ามันช่วยไม่ได้จริงๆ ก็ในเมื่อ Fiction งานใหม่ชุดนี้มันดีเด่นจนน่าจะเอาไปทาบชั้นกับงานชั้นเลิศของวงอย่าง The Gallery นี่นา

แสดงความคิดเห็น