Celtic Frost
จำหน่าย:2007-02-27
TRACKLISTING :
1. Innocence and Wrath
2. The Usurper
3. Jewel Throne
4. Dawn of Meggido
5. Eternal Summer
6. Circle of the Tyrants
7. (Beyond The) North Winds
8. Fainted Eyes
9. Tears in A Prophet’s Dream
10. Necromantical Screams
11. Return to the Eve (1985 Studio Jam)
- Celtic Frost (เซลติก ฟรอสต์) ยอดวงจากสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกเพียง 3 คนคือ Thomas Gabriel Warrior (ร้องนำ/เบส), Martin Eric Ain (กีตาร์) และ Reed St. Mark (กลอง)
- ผลงานแรกอย่าง Morbid Tales และ อีพี Emperor’s Return ในช่วงปี 1984 – 1985 สร้างชื่อให้กับสมาชิกทั้ง 3 เป็นอย่างมากในขณะที่ Black Sabbath, Motorhead และ Venom เองก็กำลังสร้างอาณาจักรเมตัลในอังกฤษ และอเมริกา ชนิดที่ว่าเป็นกองทัพเมตัลที่กำลังขยายตัว ในยุโรปเอง Celtic Frost ก็ไม่น้อยหน้า ทุกบทเพลง รวมทั้งการแต่งตัว รวมทั้งการแสดงสด เป็นที่ถูกใจแฟนเพลงเป็นอย่างมาก ทำให้พื้นที่ในยุโรปปกคลุมไปด้วยชาวเมตัลไปโดยปริยาย
- นี่คือหนึ่งในผลงานเพลงที่เอกอุที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์เมตัล เพราะมันไม่เพียงเป็นแค่แรงบันดาลใจให้เกิดความเชื่อในพลังของด้านมืดเท่านั้น ยังก่อเกิดเผ่าพันธุ์เมตัลอีกนับไม่ถ้วน ทั้งวงดนตรีและแฟนเพลง ภาคดนตรีเข้าขั้นสุดยอด สื่อถึงพลังของปิศาจอย่างโจ่งแจ้ง ไม่น่าแปลกใจที่ชาวเดธและแบล๊กจึงต้องมีอัลบัมชุดนี้ไว้ครอบครอง
จำหน่าย:2008-06-16
TRACKLISTING :
01. Human (Intro)
02. Into The Crypts Of Rays
03. Visions Of Mortality
04. Dethroned Emperor
05. Morbid Tales
06. Procreation (Of The Wicked)
07. Return To The Eve
08. Danse Macabre
09. Nocturnal Fear
10. Circle Of The Tyrants
11. Visual Aggression
12. Suicidal Winds
- หลังจากที่ยุบวง Hellhammer ลง Tom Warrior (ร้องนำ/กีตาร์) และ Martin Ain (เบส) ได้ดึงมือกลองอย่าง Steve Priestly เพื่อก่อตั้ง Celtic Frost ขึ้นในปี ’84 พวกเขาเป็นวงเมตัลจากสวิตเซอร์แลนด์วงแรกๆที่กรุยทางให้กับวงเมตัลรุ่นหลัง ไม่เพียงเท่านั้น Celtic Frost ยังถือเป็นวงต้นแบบใหกับวงเดธเมตัลในเวลาต่อมา
- Morbid Tales เป็นอัลบัมแรกที่ถือว่ามีทั้งความคลาสสิกอยู่ในตัวเองอย่างมาก Into The Crypts Of Rays, Visions Of Mortality, Procreation (Of The Wicked) Sepultura นำเพลงนี้ไปคัฟเวอร์ในซิงเกิลที่ชื่อ Blood Rooted และเพลงในอัลบัมนี้ที่ไม่ได้กล่าวถึงล้วนเต็มไปด้วยบรรยากาศของความดุเดือดของเมตัลสายพันธุ์โหดอย่างแท้จริง
- พิเศษสุดกับการนำอัลบัมนี้มาออกใหม่คือ การรวมเพลงจากอี.พี. Emperor’s Return ไว้ในอัลบัมนี้ด้วยเพลงเด็ดที่ไม่อาจจะละเลยได้อย่าง Circle Of The Tyrants ที่สุดยอดวงเดธอย่าง Obituary นำไปเล่นในอัลบัมอมตะอย่าง Cause Of Death (’90) มาแล้ว หลังจากนั้นก็ตามมาด้วย Opeth, Pro-Pain และ Luciferion
- ใครที่ชอบงานระดับตำนาน และอยากตามรอยประวัติศาสตร์ของวงการเดธเมตัล ไม่ควรมองข้ามอัลบัมชุดนี้ด้วยประการทั้งปวง
จำหน่าย:2006-07-04
TRACKLISTING :
01 Progeny
02 Ground
03 A Dying God Coming Into Human Flesh
04 Drown in Ashes
05 Os Abysmi Vel Daath
06 Temple of Depression
07 Obscured
08 Domain of Decay
09 Ain Elohim
10 Totengott
11 Synagoga Satanae
12 Winter (Requiem, Chapter Three: Finale)
- Celtic Frost (เซลติก ฟรอสต์) จากสวิตเซอร์แลนด์ กลับมาพร้อมการรอคอยอันแสนยาวนาน หลังจากที่เงียบหายไปนาน หลงเหลือไว้เพียงผลงานคลาสสิกตลอดกาล อย่าง Morbid Tales (’84) และ To Mega Therion (’85) รวมทั้งงานยุคหลังที่แฟนเพลงลงความเห็นว่าเสียศูนย์ไปกว่ามาตราฐานของวงเมื่อเทียบกับงาน 2 ชุดแรก กลับมาคราวนี้ สมาชิกที่เหลือคือ Tom G. Warrior (ร้องนำ/กีตาร์), Martin Eric Ain (เบส) และสมาชิกใหม่ Franco Sesa (กลอง)
- งานชุดล่าสุดนี้ ออกกับสังกัด Century Media เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันกับการออกงานกับสังกัดนี้ ภาพลักษณ์ยังสื่อถึงความน่าสะพรึงกลัว และความมืดมน เช่นเดิม แต่ด้วยชื่อชั้นและผลงานชิ้นโบว์แดงในอดีต ทำให้การออกอัลบัมนี้เป็นที่จับตามองจากแฟนเพลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนมันคือความกดดันที่วงไม่อาจเลี่ยง แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำให้แฟนเพลงผิดหวัง เพราะโครงสร้างและการทำเพลงยังยึดแบบแผนเดิมเป็นหลักไม่เปลี่ยนแปลง Progeny, Ground, Os Abysmi Vel Daath, Domain of Decay และ Synagoga Satanae น่าจะตอบโจทต์ทั้งหมดที่รอคอยได้อย่างดีที่สุด
- งานในห้องบันทึกเสียงได้ Peter Tagtgren แห่ง Hypocrisy มาช่วยดูแล เพราะฉะนั้นเรื่องซาวน์ดหายห่วงครับ
Review :
อย่าหาว่า “สอนหนังสือสังฆราช” หรือ “สอนจรเข้ว่ายน้ำ” ให้กับเหล่าเฮดแบงเกอร์รุ่นใหญ่แต่อย่างใดเลยครับ ที่ต้องบรรยายสรรพคุณเกี่ยวกับอัลบัมนี้ของ Celtic Frost เป็นเพราะว่ายังมีเมตัลเฮดรุ่นใหม่อีกจำนวนมากที่ยังไม่รู้ซึ้งถึงคุณประโยชน์ของ To Mega Therion ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานคลาสสิกที่ควรค่าแก่การหามาฟัง, ศึกษา และเก็บไว้ในกรุของเมตัลเฮดทุกคนจริงๆ แม้นว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม ก็มิอาจทำให้ความยอดเยี่ยมของมันเสื่อมค่าลงแต่ประการใด กลับมีแต่จะยิ่งทำให้มันขลังขึ้นไปทุกขณะ และด้วยเหตุเช่นนี้นี่เอง จึงไม่แปลกที่มันจะถูกนำมาออกใหม่ให้คนรุ่นหลังได้รับทราบถึงความดีงามของมันอีกครั้ง ซึ่งอัลบัมนี้ก็เป็นหนึ่งในซีรีส์ Metal Classic 2007 ฉะนั้นแล้วจึงถือโอกาสนี้บอกกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของมัน
โคตรวงจากสวิสเซอร์แลนด์ Celtic Frost ถือกำเนิดขึ้นจากเถ้าถ่านของวง Hellhammer ราวกลางปี1984 โดยมีสมาชิกหลักคือ ธอมัส แกเบรียล ฟิชเชอร์ มือกีตาร์/ร้องนำ มีงานชุดแรกคือ Morbid Tales (’84) จากนั้นตามด้วยอีพี Emperor’s Return (’85) และ To Mega Therion ชุดนี้ในปี1985 ซึ่งก็เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษมาแล้ว ปัจจุบันมันได้กลายมาเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งวงการเมตัลอย่างที่ทราบกันดีแล้ว เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ไล่ตั้งแต่ชื่ออัลบัม To Mega Therion ซึ่งมาจากภาษากรีก หมายถึง The Great Beast ซึ่งเชื่อมโยงกับคำทำนายใน The Book of Revelation ของศาสนาคริสต์อีกด้วย (อันที่จริงแล้ว คำว่า To Mega Therion นี้มิได้ปรากฏในภาษากรีกแบบตรงๆตัวหรอก แต่ถ้าอยากทราบรายละเอียดคงต้องให้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคอลัมน์ Words of Evil ดีกว่าครับ) ถัดมาก็คือ หน้าปก ที่มีชื่อว่า Satan I รังสรรค์โดย H.R. Giger ศิลปินเมืองนาฬิกา เป็นรูปปิศาจจับจีซัซที่ตรึงแขนทั้ง 2 ข้างไว้ดั่งคันธนูเล็งมาข้างหน้า หรือจะเป็นในส่วนของเนื้อเพลงก็ดี สาระใจความของมันเป็นแม่พิมพ์ชั้นดีให้กับวงแบล๊กเมตัลรุ่นหลังได้ยึดเอาเป็นแบบอย่าง
ในแง่ดนตรี แม้ว่าเพลงส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างเป็นแธรชเมตัล ทั้งริฟฟ์กีตาร์, จังหวะกลอง หรือเสียงร้องกระชาก (Usurper, Jewel Throne, Circle of the Tyrants, (Beyond the) North Winds, Fainted Eyes) แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้วงโดดเด่นเหนือเพื่อนร่วมรุ่นก็คือเซนส์ของดนตรีคลาสสิก อย่าง Innocence and Wrath อินโทรซึ่งใช้กลองทิมปานีและเฟรนช์ฮอร์นซึ่งเป็นเครื่องดนตรีในวงออร์เคสตรา ที่ไม่ค่อยมีวงเมตัลวงใดในยุคนั้นนำมาใช้ กระนั้นทางวงนำมาใส่เพื่อให้ความอลังการและหดหูอยู่ในที เช่นเดียวกับ Dawn of Meggido ซึ่งมีโครงสร้างหนืดยานแบบดูมและซาวน์ดหนักกดดันแบบเดธผสมโรงอยู่ด้วย ขณะที่ Necromantical Screams มีเสียงร้องของหญิงสาว ที่นับได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงกอธิกอีกด้วย ทางด้าน Tears in a Prophet’s Dream เป็นเพลงบรรเลง ให้บรรยากาศหลอนๆ คล้ายกับ........ของ Venom
สำหรับเวอร์ชันรีอิชชูนี้ มีทั้งหมด 11 เพลง (เวอร์ชันดั้งเดิมมีแค่ 10 เพลง ไม่มี Return to the Eve ซึ่งอยู่ในแทร็กที่ 11) โดยทางต้นสังกัดมีการนำเพลงทั้งหมดมารีมาสเตอร์ในปี1999 ยกเว้น The Usurper, Jewel Throne และ Return to the Eve (1985 Studio Jam) ซึ่งนำมาจากอีพี Tragic Serenades ในปี1986 โดยทั้ง 3 เพลงนี้มาร์ติน เอน เป็นผู้บันทึกเสียงเบส ส่วนเพลงที่เหลือในอัลบัมเป็นเครดิตของโดมินิก สไตเนอร์ มือเบสคนเก่า ด้านบุ๊กเลตมีเนื้อเพลง, ภาพที่หาดูได้ยากของวง พร้อมกับรายละเอียดต่างๆให้แบบพร้อมสรรพ หลังออกอัลบัมนี้ทางวงก็มีงานอย่าง Into the Pandemonium (’87), Cold Lake (’88), Vanity/Nemesis (’90) และหายจากวงการไป 14 ปีก่อนจะกลับมาทวงบัลลังก์ด้วย Monotheist (’06) ซึ่งอัลบัมแต่ละชุดนั้นก็มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง แสดงให้เห็นถึงมันสมองที่เปี่ยมล้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ กระนั้นแล้วก็ไม่มีงานไหนเลยที่สามารถก้าวข้ามกำแพงแห่งความยอดเยี่ยมของ To Mega Therion ไปได้
ทั้งหลายทั้งปวงที่ร่ายมาข้างต้นนี้ทำให้อัลบัมนี้กลายมาเป็นคัมภีร์ชั้นดีที่มีอิทธิพลกับวงการเมตัลอย่างมากมาย เปรียบเสมือนเสาหลักของแธรชเมตัล เป็นเมล็ดพันธุ์แพร่เชื้อร้ายให้กับแบล๊กเมตัล เป็นดั่งเชื้อเพลิงจุดประทุให้กับเดธเมตัล ฉะนั้นแล้วไม่ว่าคุณจะชอบเมตัลแขนงไหนก็ควรมีไว้ในความครอบครอง

แสดงความคิดเห็น