Steve Tyrell
Steve Tyrell
Jazz/Blues/Bossa
งานดนตรีสุดไพเราะของสตีฟ ไทเรล ยอดนักร้อง/โปรดิวเซอร์ที่คราวนี้ เขานำเอาบทเพลงของเบิร์ต บาคารัก กลับมาทำใหม่ นุ่มนวล โรแมนติก และไพเราะเกินคาด แถมยังได้เพื่อนศิลปินอย่าง ร็อด สจ๊วร์ต, แพตตี ออสติน, เจมส์ เทย์เลอร์, ดิออน วอร์วิก, มาร์ตินา แมกไบรด์ มาร่วมงานด้วย พร้อมบทเพลงไพเราะเต็มอัลบัม อาทิ Raindrops Keep Falling On My Head, Walk On By, I Just Don't Know What to Do With Myself, The Look of Love, What the World Needs Now เป็นต้นอ่านต่อ
เกี่ยวกับศิลปิน
สำหรับนักฟังเพลงทั่วโลก บทเพลงอย่าง "The Look of Love," "Walk On By," "Close to You," "A House Is Not a Home" และ "Alfie" นั้นเหมือนจะฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของเรา ท่วงทำนองอันงดงามที่ทำให้เรารู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆ สำหรับสตีฟ ไทเรลแล้ว เพลงเหล่านี้เป็นเหมือนหลักไมล์ในเส้นทางอันรุ่งโรจน์ของเขา บ่งบอกถึงความสุขและความเจ็บปวดในชีวิตของเขา ด้วยความใกล้ชิดของเขาต่อเพลงเหล่านี้และผู้ที่แต่งเพลงเหล่านี้ สตีฟจึงสามารถนำเอาเอกลักษณ์บางอย่างมาสู่เวอร์ชันของเขาได้ แถมยังโชคดีพอที่ได้ศิลปินอย่าง ดิออน วอร์วิก, เฮิร์ป อัลเพิร์ต และผู้ชนะรางวัลแกรมมี่ปี 2008 แพตตี ออสติน รวมถึงตัวเบิร์ต บาคารัก เอง, ร็อด สจ๊วร์ต, เจมส์ เทย์เลอร์ และมาร์ตินา แมกไบรด์ มาร่วมงานกันในอัลบัมชุดนี้ด้วย "อัลบัมนี้ต่างไปจากงานทุกชิ้นที่ผมเคยทำมา" ไทเรลพูดอย่างหนักแน่น ในช่วงสิบปีมานี้ เขาอยู่ในระดับหัวแถวของการบันทึกเสียงงานเพลงจาก Great American Songbook ผ่านทางโปรเจ็กต์ทั้งหกของเขาและอัลบัมที่คว้ารางวัลแกรมมี่มาได้ที่เขสโปรดิวซ์ให้กับร็อด สจ๊วร์ต “เพลงของเพื่อนผม เบิร์ตกับฮัล เป็นการร่วมงานกันมาตลอดชีวิต บทเพลงของพวกเขาคือบทเพลงของผม มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่เหมือนใครจริงๆ” ถูกต้อง ในวัย 19 ปี เด็กหนุ่มผู้ทะเยอทะยานได้เดินทางจากฮุสตัน เท็กซัส ไปนิวยอร์ก เพื่อทำงานที่ค่ายเพลงป๊อปและโซลยักษ์ใหญ่ Scepter Records ในตอนนั้น เขาก็มีงานบันทึกเสียงออกมาแล้วตอนอายุ 15 มีเพลงฮิตแนว R&B ในระดับท้องถิ่นกับค่าย Philips และ London เมื่อสตีฟไปถึง Scepter Records และ Baby Monica Publishing Company ที่อยู่ติดกัน เขาก็ถูกแวดล้อมโดยสุดยอดทีมนักแต่งเพลง อย่าง แครอล คิง กับเจอร์รี กอฟฟิน, นิกโคลัส แอชฟอร์ด กับวาเลอรี ซิมป์สัน และแบร์รี มานน์ กับซินเธีย วีล แต่กลับเป็นคู่หูนักแต่งเพลงรับจ้างนอกบริษัท โปรดิวเซอร์นักแต่งเพลง เบิร์ต บาคารัก และฮัล เดวิด ที่สตีฟสนิทสนมด้วยมากที่สุด ในการทำงานร่วมกับบาคารักและเดวิด ไทเรลจึงได้ทำงานในวงการภาพยนตร์ด้วย เขากลายมาเป็นหนึ่งในผู้ดูแลดนตรีคนแรกๆ ที่รับผิดชอบในการนำเพลงฮิตต่างๆ ออกมาขาย พร้อมๆ กับภาพยนตร์ที่เพลงนั้นถูกนำไปประกอบ ความสำเร็จเหล่านั้นก็รวมถึงบทเพลงสุดเย้ายวน "The Look of Love" (บันทึกเสียงสำหรับภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ฉบับล้อเลียน Casino Royale โดย ดัสตี สปริงฟีลด์) และเพลงธีมของ Alfie (ขับร้องโดย Cher ในภาพยนตร์และโดย ดิออน วอร์วิก ในงานออสการ์) รวมถึงเพลงธีมของภาพยนตร์ Valley of the Dolls ของตำนาน แจ๊กเกอลีน ซูซาน (ซึ่งไทเรลช่วยทำให้กลายเป็นเพลงป๊อปอันดับหนึ่งเพลงแรกของดิออน) เพลงประกอบภาพยนตร์ที่สตีฟมีบทบาทเป็นอย่างมากคือ "Raindrops Keep Falling on My Head" - เพลงที่ทำให้บาคารักและเดวิดคว้ารางวัลออสการ์สาขา Best Original Song in a Motion Picture ในปี 1969 ไปได้ เมื่อต้องหาศิลปินมาร้องเพลงนี้ สตีฟก็โทรเรียกเพื่อนของเขาจากเท็กซัส บี.เจ. ธอมัส ที่มาบันทึกเสียงเพลงนี้ให้กับภาพยนตร์ Butch Cassidy and the Sundance Kid ตอนต้นยุค `70s สตีฟย้ายไปแคลิฟอร์เนียและร่วมก่อตั้ง (กับแบร์รี มานน์) Tyrell-Mann Music เพื่อสานต่องานเพลงประกอบภาพยนตร์ของเขาต่อไป ในความสำเร็จมากมายของเขานั้น สตีฟคว้ารางวัลแกรมมี่มาได้ในปี 2004 จากการโปรดิวซ์ Stardust: The Great American Songbook, Volume III ของร็อด สจ๊วร์ต และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสามรางวัลเอ็มมี่จากการโปรดิวซ์ร่วมกับปีเตอร์ แอชเชอร์ ในบทเพลง "Somewhere Out There" ที่ประกอบอยู่ในภาพยนตร์อนิเมชันปี 1986 An American Tail นับเป็นครั้งแรกที่เพลงที่ร้องโดยตัวละครการ์ตูนถูกขับร้องใหม่ตอนปิดท้ายเรื่องโดยป๊อปสตาร์กลายมาเป็นเพลงฮิต และในกรณีนี้ก็ได้แก่ ลินดา รอนสแตดต์ และเจมส์ อินแกรม เพลงนี้คว้าสองรางวัลแกรมมี่มาได้ในสาขา “Song Of The Year” และ “Best Song From A Motion Picture” สตีฟพอใจที่จะทำงานหลังฉาก จนกระทั่งเขา “ถูกค้นพบอีกครั้ง” จากการร้องเพลง "The Way You Look Tonight" ในฐานะของนักร้องประจำงานแต่งงานในภาพยนตร์ตลกปี 1991 Father of the Bride หลังจากเขาร้องอีกสองเพลงในหนังภาคต่อปี 1995 แฟนๆ ก็เรียกร้องอยากฟังเพลงของไทเรลเพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดอัลบัมแรก A New Standard ที่ออกกับทาง Atlantic Records ซึ่งอยู่ในชาร์ตแจ๊ซของ Billboard® นานถึง 90 สัปดาห์ และขึ้นถึงระดับ Top 5 เลยทีเดียว เขาย้ายค่ายไปอยู่กับ Columbia Records และออกอัลบัมมาอีกสามชุดที่ขึ้นสู่ Top 5 เช่นกัน: Standard Time (2001), This Time of Year (2002) และ This Guy’s In Love (2003) ในปี 2003 ทุกอย่างก็ลงตัวพอดีให้สตีฟทำอัลบัมเพลงของบาคารัก เขาโทรหาเบิร์ตเพื่อให้เข้ามาช่วยทำงานสองเพลงให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะเกิดเรื่องเศร้าขึ้น ภรรยาของเขาและโปรดิวเวอร์ร่วมในอัลบัมสามชุดแรก สเตฟานี ไทเรล ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง เธอเป็นนักแต่งเนื้อเพลงที่มีพรสวรรค์ สเตฟานีแต่งเพลงชั้นเยี่ยมไว้มากมาย รวถึงเพลงป๊อปอันดับหนึ่งในปี 1992 “How Do You Talk To An Angel?” แต่เพลงที่เธอภูมิใจมากที่สุดคือ "Remember the Dream" บทเพลงที่คอเร็ตตา สก็อตต์ คิง ขอเป็นการส่วนตัวให้ร้องในพิธีศพของสามีเธอ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เพื่อเป็นการรำลึกถึงครบรอบ 25 ปีของการจากไปของเขา เมื่อสเตฟานีป่วย สตีฟก็หยุดทุกอย่างเอาไว้ เขาทำอัลบัมชุดที่สี่ This Guy's in Love เสร็จสมบูรณ์ พร้อมเพลงสแตนดาร์ดอื่นๆ ที่เขาบันทึกเสียงไว้แล้ว และใช้ช่วงเวลา 18 เดือนสุดท้ายอยู่เคียงข้างภรรยาของเขา “เบิร์ตโทรหาผมแทบทุกวันตอนที่เธอป่วย... เขาเป็นห่วงเรามาก” สตีฟเล่า “แล้วตอนที่เธอเสียชีวิต เขาก็มาเล่นเพลง 'A House is Not a Home' โดยที่เจมส์ อินแกรมมาร้องให้ ในพิธีศพของเธอ” หลังจากที่สเตฟานีจากไป สตีฟก็ไม่ได้หันมาทำโปรเจ็กต์บาคารักในทันที เขาเริ่มต้นจากโปรเจ็กต์ Songs of Sinatra ในปี 2005 ซึ่งขึ้นถึง Top 5 ในชาร์ตแจ๊ซของ Billboard ตามด้วยอัลบัมรวมเพลงประกอบภาพยนตร์ของดิสนีย์ที่ใช้ชื่อว่า The Disney Standards ในปี 2006 ซึ่งขึ้นถึงระดับ Top 10 บนชาร์ตแจ๊ซ แล้วเขาก็พร้อมสำหรับ Back to Bacharach ซึ่งสตีฟใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งในการขัดเกลาโปรเจ็กต์ในฝันของเขาอย่างเต็มที่ ตอนที่สตีฟบันทึกเสียง "This Guy's In Love With You" เป็นครั้งแรกในปี 2003 เขาให้เบิร์ตมาทำการเรียบเรียงดนตรีให้ ส่วนเวอร์ชันที่อยู่ในอัลบัมนี้ สตีฟกลับไปหาซาวน์ดแบบต้นฉบับดั้งเดิมที่ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ต ซึ่งถูกใช้ประกอบรายการพิเศษทางทีวีของเฮิร์บ อัลเพิร์ต และเขายังได้เฮิร์บมาแจมกับเขาในเพลงนี้ด้วย โดยมาเป่าทรัมเป็ตและร้องท่อนเมโลดีให้ จากนั้น สตีฟก็เปลี่ยนสองเพลงของบาคารักให้กลายเป็นเพลงดูเอ็ตที่เขาร้องคู่กับเจ้าของรางวัลแกรมมี่ แพตตี ออสติน "Don't Make Me Over" (เพลงฮิตเพลงแรกสุดของดิออน วอร์วิกในปี 1963) และ "I Say a Little Prayer" (ซิงเกิลระดับแผ่นเสียงทองคำเพลงแรกสุดของสตีฟ) เพลงที่พิเศษมากสำหรับสตีฟในชุดนี้คือ "One Less Bell to Answer" เพลงฮิตของวง 5th Dimension ที่นำทีมโดยแมริลิน แมกคูในยุค 1970 "เพลงนั้นมีท่วงทำนองที่น่าจดจำมากที่สุดเพลงหนึ่งเลย” สตีฟอธิบาย เช่นเดียวกับหลายๆ เพลงในอัลบัมชุดนี้ เพลงนี้มีพลังขนาดนี้ได้ก็เพราะมีผู้หญิงเป็นคนร้อง แต่สตีฟก็ไม่หวั่น “ผมทานมื้อเที่ยงกับเบิร์ตในซานตามอนิกาตอนที่ผมบอกเขาว่าผมอยากทำเพลงนี้ เราแค่ต้องเปลี่ยนเนื้อเพลงแค่ประโยคเดียวเท่านั้นเอง 'One less gal to look after'" อีกเพลงที่น่าจดจำคือ "Alfie" ที่ได้โปรดิวเซอร์ร่วมและผู้ที่ร่วมงานกับเขามานาน บ๊อบ แมนน์ มาเล่นกีตาร์ "ไม่มีใครคิดว่าเพลงนั้นจะตลาดพอตอนที่พวกเขาแต่งมันออกมา” สตีฟเล่า “แต่ผมหลงรักมันในทันที และก็ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อนำเวอร์ชันของดิออนออกมา แล้วตอนนี้ มันก็ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในเพลงที่ไพเราะที่สุดตลอดกาล” มันยังเป็นเพลงที่บาคารักยอมรับว่าเป็นเพลงที่เขาภูมิใจกับมันมากที่สุดด้วย แต่สำหรับสตีฟแล้ว "A House is Not a Home" คือบทเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สดของบาคารักและเดวิด "คุณไม่มีทางแต่งเพลงที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว" เขายืนยัน เพลงที่ถูกปรับให้มีสีสันมากที่สุดใน Back To Bacharach คือเพลงเอกในปี 1965 "What the World Needs Now is Love" เพลงที่สตีฟเชื่อว่า “ตรงกับยุคสมัยนี้มากว่าตอนนั้นเสียอีก" เปียโนของบาคารักเป็นตัวที่ร้อยทุกๆ อย่างเข้าด้วยกัน ซึ่งก็รวมถึงเสียงร้องของซูเปอร์สตาร์ ร็อด สจ๊วร์ต, เจมส์ เทย์เลอร์, มาร์ตินา แมกไบรด์ และดิออน วอร์วิก และตัวไทเรลเอง ซึ่งการรวมตัวกันครั้งนี้ก็เป็นไปเพื่อการกุศล เพราะรายได้ทั้งหมดจากเพลงนี้จะมอบให้กับ National Colorectal Cancer Research Alliance (NCCRA) เพื่อเป็นการระลึกถึงสเตฟานี ภรรยาของสตีฟ และเจย์ โมนาฮาน สามีผู้ล่วงลับของผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ชื่อก้อง เคตี คูริก ไทเรลและคูริกนั้นเป็นเพื่อนสนิทกันและร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดนับแต่ที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตลงไปในการระดมทุนเพื่อมอบให้กับการวิจัยโรคมะเร็งลำไส้ และเป็นพิธีกรร่วมกันในงานการกุศลประจำปีในซีแอตเติล “Make The Evening Matter” "ผมอยากจะบอกว่า Back to Bacharach นั้นใช้เวลาในการสร้างอยู่ 40 ปี" สตีฟสรุป "ไม่มีดนตรีอื่นที่มีความหมายแบบนี้อีกแล้วในชีวิตของผม และผมก็เป็นเกียรติมากที่ได้แบ่งปันมันกับคนทั่วโลก...ในแบบของผม" |