Blonde Redhead ก่อตั้งวงในนิวยอร์กปี 1993 โดยได้แรงบันดาลใจในการตั้งชื่อวงมาจากชื่อเพลงของ DNA วงโนเวฟยุค 80s จากเมืองเดียวกัน การตระเวนแสดงไปทั่วเมืองสั่งสมชื่อเสียงของพวกเขา จนเข้าตาสตีฟ เชลลีย์ สมาชิกคนสำคัญของ Sonic Youth ที่ต่อมาเซ็นพวกเขาเข้าสังกัด Smell Like และทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้กับอัลบัมแรกที่ชื่อเดียวกับวงในปี 1994 ก่อนพวกเขาจะลงมือโปรดิวซ์อัลบัมที่ 2 La Mia Vita Violenta ด้วยตัวเอง และเซ็นสัญญากับ Touch and Go ทั้งได้กาย พิชชิออตโต มือกีตาร์ของ Fugazi โปรดิวซ์อัลบัมที่ 3 Fake Can be Just As Good ในปี 1997 แถมด้วยอัลบัมภาคต่อในปีถัดมา In An Expression of the Inexpressible ที่ยิ่งโหมกระพือการตอบรับจากแฟนเพลงของพวกเขา ก่อนจะพลิกซาวน์ดนตรีในอัลบัม Melody of a Certain Damaged (2000) จากวงใต้ดินที่มีกลิ่นของ Sonic Youth พวกเขาสามารถสร้างซาวน์ดของตัวเอง ที่ผสมพังค์ร็อค ซินธิไซเซอร์ กลิ่นโลไฟ และเมโลดีป็อปลงไปได้อย่างเรียบเนียนและนุ่มนวล เรื่อยมาถึงอัลบัมที่แล้ว Misery is Like Butterfly กับสังกัดปัจจุบัน 4AD ซึ่งเป็นอัลบัมที่ทำให้ TV On The Radio นับถือพวกเขา และอุทิศตนเป็นแฟนเพลงของ Blonde Redhead ถึงขั้นชวนคาซึไปร่วมงานด้วยในอัลบัม Return to the Cookie Moutain
สำหรับอัลบัมใหม่ 23 พวกเขาพลิกอารมณ์หมองหม่นในอัลบัมที่แล้ว มาเป็นพลัง ความสดใส และอ่อนโยนอย่างน่าทึ่งในอัลบัมนี้ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีที่เข้าถึงง่ายแต่ยังคงรายละเอียด กระทั่งเนื้อเพลงที่เรียบง่ายและชัดเจน โดยมีมิเชล ฟรูม (American Music Club, ริชาร์ด ธอมป์สัน, พอล แม็กคาร์ตนีย์) เป็นโปรดิวเซอร์ให้ เราจึงได้ยินอัลบัมใหม่ของ Blonde Redhead ที่แปลกหูกว่าเดิม หากเปลี่ยนไปในทางที่น่าติดตามและค้นหา สมกับที่เป็น Blonde Redhead ที่ยังรักษาฝีมือและสร้างสีสันให้กับดนตรีของตัวเองอยู่เสมอ
‘Penny Sparkle’ เป็นผลงานที่ทั้งสามเดินทางทำงานข้ามโลกระหว่าง 2 เมือง ได้แก่ นิวยอร์กและสตอกโฮล์ม โดยในเมืองหลังเพื่อร่วมงานกับโปรดิวเซอร์คู่หู -- ฟาน ริเวอร์ส และ The Subliminal Kid (Fever Ray, Glasser) บวกควบช่วยเหลือเพิ่มเติมจากมือเซียนอย่าง ดรูว์ บราวน์ (เบ็ค, ชาร์ลอต แกงส์บูร์ก, Radiohead) และงานมิกซ์เนี้ยบๆ จากอลัน โมลเดอร์ (Depeche Mode, My Bloody Valentine, Yeah Yeah Yeahs) ที่เคยร่วมงานกันมาในอัลบัม ‘23’
|